Site Meter
#
อ้วนเพราะกรรมพันธุ์ กาแฟลดความอ้วน อาหารเสริมลดความอ้วน สมุนไพรลดความอ้วน
เซลลูไลท์      
ความเชื่อและการโฆษณาในปัจจุบัน
อ้วนเพราะกรรมพันธุ์

ความอ้วน เชื่อกันว่ากรรมพันธ์เป็นตัวกำหนด เชื่อกันว่ามียีนในดีเอ็นเอของมนุษย์กว่า 200 อันที่เป็นตัวควบคุมและกำหนดความอ้วน ยีนบางอัน ควบคุมการทำการส่งสัญญาณไปสู่สมอง ทำให้เกิดความหิวขึ้น ยีนบางตัวจะควบคุมสัญญาณ ทำให้เกิดความอิ่ม ในบางคนที่ขาดยีนเหล่านี้ ทำให้ อ้วน เช่น leptin gene เป็นต้น

เหตุที่เชื่อกันว่ายีนเป็นตัวกำหนด เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า เด็กที่ครอบครัวมีน้ำหนักเฉลี่ยเกิน แม้ว่าจะเอาไปเลี้ยงดูกับครอบครัวอื่น ที่มีน้ำหนักน้อยกว่า ก็จะมีแนวโน้มว่าน้ำหนักเกินเหมือนพ่อแม่ การศึกษาพบว่า คนอ้วน มักจะมีแนวโน้มว่าจะกินโดยบางครั้งควบคุมตนเองไม่ได้ ถ้าจะลองว่าความรู้สึกของคนอ้วนเวลาหิว ลองอดอาหารดูสักหนึ่งวันจะได้ความรู้สึกเหมือนคนอ้วนกำลังหิวอาหารหนึ่งมื้อ
มีการศึกษาของผู้คนในเกาะแห่งหนึ่ง ในทะเลแปซิฟิก ซึ่งแต่ก่อนหาเลี้ยงชีพด้วยการกินปลา แต่ปัจจุบัน มีคนอ้วนบนเกาะนี้กว่า 85 % พบว่า สมัยก่อน เนื่องจากอาหารการกินยังขาดแคลน ยีนของคนบนเกาะนี้มีการปรับตัวให้เก็บอาหารไว้ในตัวมาก พออาหารการกินเปลี่ยน ผู้คนบนเกาะนี้ อ้วนขึ้นทั้งหมด

ในขณะเดียวกัน เรามาดูว่าสิ่งแวดล้อมมีส่วนหรือไม่ การศึกษา ในคนอเมริกัน พบว่า กว่า 50 %ของคนอเมริกันมีน้ำหนักเกิน และ 30% ในนั้นอยู่ในเกณฑ์อ้วน เมื่อลองมองย้อนกลับไปดู พบว่าอาหารการกินของคนอเมริกันเปลี่ยนไปมาก การที่มี fast food ต่าง ๆ ที่ประกอบด้วยไขมัน มีส่วนมากในการทำให้คนอ้วนขึ้น มีการทำนายว่า อีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า 50%ของคนอเมริกันจะเป็นโรคอ้วน

สรุปว่า ทั้งกรรมพันธ์ และสิ่งแวดล้อมมีส่วนกำหนดความอ้วน และทั้งสองอย่างต้องการการเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่ออธิบายความอ้วนให้ดีขึ้น

กลับ
กาแฟลดความอ้วน

กาแฟ ลดความอ้วน ได้จริงหรือ ???
อย. เตือนอย่าเชื่อ "กาแฟลดอ้วน"

โดยปกติ ชา กาแฟ จะมีสารกาเฟอีนเป็นส่วนประกอบซึ่งสารตัวนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจและระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้สมองที่เฉื่อยตื่นตัวมากขึ้นร้างความกระปรี้กระเปร่าช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย โดยขนาดปกติที่ได้รับไม่ควรเกิน 200มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากเป็นขนาดที่แสดงฤทธิ์ทางยา ซึ่งหากรับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลเสียให้เกิดอาการบางอย่าง เช่น กระวนกระวาย ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หงุดหงิดได้ด้วยเหตุนี้ "กาแฟ" จึงแทบจะกลายเป็นอาหารหลักของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนในวัยทำงานเนื่องด้วยสรรพคุณที่ช่วยให้กระปรี้กระเปร่าหากแต่ก็มีนักโภชนาการหลายท่านที่กล่าวเตือนนักดื่มกาแฟให้ระมัดระวังผลข้างเคียงเรื่อง "ความอ้วน" เพราะน้ำตาล และครีมเทียมแถมบางครั้งยังพ่วงท้ายด้วย นมข้นหวานเสร้างรสชาติเข้มข้น หวานมันเหล่านี้เป็นตัวต้นเหตุของวายร้ายที่มีชื่อว่า "ความอ้วน" เข้ามาสร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้ดื่มกาแฟเป็นจำนวนมากจึงเป็นสาเหตุให้ ผู้ประกอบการหัวใส ต่างงัดกลยุทธ์โน้มน้าวใจอวดอ้างสรรพคุณ ว่าสามารถกำจัดจุดอ่อนในข้อนี้ได้ทำให้เกิดกระแสนิยมบริโภค "กาแฟลดความอ้วน"

สรรพคุณ "กาแฟลดความอ้วน" เชื่อได้หรือไม่

นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาอ (อย.)กล่าวว่าการโฆษณา "กาแฟกินแล้วผอม"ดังกล่าวถือเป็นการกล่าวอ้างเกินจริง ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาหารพ.ศ.2522 มาตรา 40ห้ามมิให้ผู้ใด โฆษณาคุณประโยชน์คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จหรือเป็นการหลอกลวง
ให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควรเนื่องจากกาแฟจัดเป็น "อาหาร" ไม่ใช่ "ยา"จึงไม่มีสรรพคุณการบำบัดความอ้วนได้การโฆษณากล่าวอ้าง
ดังกล่าวจึงถือเป็นการลวงให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสรรพคุณอาหารต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จึงขอเตือนให้ผู้บริโภคระมัดระวังผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการกล่าวอ้างในทำนองนี้เนื่องจากที่ผ่านมา อย. ตรวจพบว่า มีผู้ประกอบการบางรายลักลอบใส่สาร
"ไซบูทรามีน" ซึ่งเป็นยาลดความอ้วนลงไปในอาหารซึ่งยานี้เป็นยาควบคุมพิเศษต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และขายได้เฉพาะในสถานพยาบาล
เท่านั้นจึงอาจมีอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดโรคหลอดเลือดสมองตีบโรคตับ โรคไต หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร

ถึงแม้กาแฟจะมีส่วนต่อระบบการเผาผลาญของร่างกายแต่หากดื่มเป็นปริมาณมากโดยคาดหวังให้ ผอม รูปร่างอาจเกิดอันตรายได้ เพราะจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติทั้งยังไม่มีรายงานหรือผลการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือสนับสนุนว่าการบริโภคกาแฟสามารถควบคุมน้ำหนักได้อวดอ้างว่าลดความอ้วน ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อ

นอกจากเรื่อง "ลดความอ้วน" คงเคยได้ยินสรรพคุณขั้นเทพ
ที่หยิบยกกันมากกว่านั้น โดยเฉพาะผสมสารสกัดสรรพคุณความงาม อาทิ ไฟเบอร์ คอลลาเจน แอลคาร์นิทีน โครเมียม ฯลฯที่ต่างหยิบมาอวดอ้างสรรพคุณสร้างความน่าเชื่อถือไว้มากมาย ให้ผู้บริโภคยอมควักกระเป๋าจ่ายแม้ราคาจะสูงกว่ากาแฟทั่วไปมากก็ตามในส่วนนี้จากการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พบว่าสารสกัดต่างๆ เหล่านั้นเป็นส่วนผสมเพียงเล็กน้อยและไม่มีข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่ากาแฟที่ผสมส่วนผสมต่างๆเช่น ไฟเบอร์ คอลลาเจนทำให้ผู้บริโภคน้ำหนัดลดลงได้ มีผิวสวย หรือเพิ่มความงามแต่อย่างใด
จึงไม่อาจกล่าวอ้างเช่นนั้นได้หุ่นดีได้ ด้วยตัวเรา เห็นผล 100%

สำหรับผู้ต้องการมีรูปร่างดี ผอม เพรียว อย่างมีสุขภาพอย่าลืมรับประทานอาหารหลากหลายให้ครบ 5 หมู่ รับประทานให้ครบในปริมาณพอเหมาะรับรองช่วยได้
เพราะสิ่งสำคัญที่เราไม่ควรลืมเลือน ใช่เพียง "ผอม หุ่นดี" แต่ทุกอย่างต้องมีคำว่า "เพื่อสุขภาพที่ดี" พวงท้ายเสมอเชื่อเถอะว่า จากจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จได้ชัยชนะพิชิตความอ้วนเด็ดขาดแล้วยังช่วยพิชิต โรคภัยไข้เจ็บไม่ให้มากล้ากลาย โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินหมดเปลืองไปกับสินค้าตัว ช่วยที่ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า "ช่วยได้จริงหรือไม่"

หากพบเห็นโฆษณาที่หลอกลวงผู้บริโภคสามารถติดต่อแจ้งเบาะแสได้ที่ สำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา โทร. 02 590 7354-55 หรือ 1556 และสามารถตรวจ
สอบข้อมูลอันเป็นประโยชน์ได้ที่ www.oryor.com ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

กลับ
อาหารเสริมลดความอ้วน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ส่งเสริมการขายว่า เพื่อลดหรือควบคุมน้ำหนักแบ่งได้ 3 กลุ่มคือ
(1) กลุ่มที่ช่วยควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้น
(2) กลุ่มที่อ้างว่าช่วยเสริมศักยภาพการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย
(3) กลุ่มที่เป็นอาหารพลังงานต่ำ ลองพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้
(1) กลุ่มที่ช่วยควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้น
ไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหาร
รูปแบบของผลิตภัณฑ์มีทั้งชนิดผงละลายน้ำและชนิดเม็ด เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ผลิตภัณฑ์ นี้จะทำให้พื้นที่ในกระเพาะอาหารของคุณเต็ม เนื่องจากการพองตัวของเส้นใย จนความ รู้สึกอยากอาหารน้อยลง ผลทางอ้อมคือ คุณจะกินได้น้อยลง แน่นอนว่าน้ำหนักก็ลดลง

ข้อควรระวังคือ ใยอาหารที่ผู้ผลิตหลายรายนำมาขาย มักขาดคุณสมบัติของ เส้นใยอาหารที่ดี ซึ่งจะต่างไปจากใยอาหารที่ได้จากอาหารธรรมชาติและการใช้ผลิตภัณฑ์ ชนิดนี้ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง จะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ เนื่องจากไฟเบอร์ไม่ดูดซึมในทางเดินอาหาร
การรับประทานไฟเบอร์ติดต่อกันนานๆ ผลเสียที่สำคัญคือ ทำให้ร่างกายขาด สารอาหารที่จำเป็น เนื่องจากการรับประทานอาหารปกติน้อยลง

ไคโตซาน เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการสร้างขยะให้มีคุณค่าเพราะทำมาจากเปลือกกุ้ง เปลือกปู มักกล่าวอ้างว่า ช่วยดักจับไขมันไว้เพื่อไม่ให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ จากนั้นจะขับถ่ายออกมา ทำให้กินอาหารมัน ๆ ได้อย่างสบายใจ

ข้อควรระวัง อาจมีผลกับคนที่แพ้อาหารทะเล เพราะผลิตมาจากเปลือกของสัตว์ ทะเล ในส่วนที่กล่าวอ้างว่าจะช่วยดักจับไขมัน ในความเป็นจริงมันทำได้เล็กน้อยมาก และที่สำคัญคือเวลาที่ขับถ่ายจะเกิดลักษณะมันๆ เยิ้มๆ ที่บริเวณรูทวารเนื่องจากไขมัน ที่หลุดออกมาซึ่งสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก

ผลระยะยาว คือทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่สำคัญ เช่น การขาดวิตามินที่ละลาย เฉพาะในไขมันอย่าง วิตามินเอ วิตามินอี และที่ควรทำความเข้าใจอีกเรื่องคือ ผลิตภัณฑ์ นี้ไม่มีผลต่อการกำจัดไขมันที่มีอยู่ก่อนแล้วในร่างกาย

ส้มแขก Garcinia atroviridis
สารสำคัญในส้มแขกคือ HCA (hydroxycitric acid) หรือกรดไฮดรอกซี เคยมี รายงานการทดลองในสัตว์พบว่า HCA ช่วยยับยั้งการสังเคราะห์กรดไขมัน ลดปริมาณ อาหารที่สัตว์ทดลองกิน ซึ่งเป็นงานวิจัยตั้งแต่ปี ค.ศ.1969
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ไม่ค่อยมีงานวิจัยเพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของสารสกัดจากส้มแขก ในคน เท่าที่มีอยู่และน่าเชื่อถือพบว่าสารสกัดส้มแขก ไม่มีผลลดน้ำหนักแต่อย่างใด ที่ผลต่างจากในสัตว์ทดลอง เหตุผลก็ง่าย ๆ ร่างกายคนต่างจากสัตว์นั่นเอง

(2) กลุ่มที่อ้างว่าช่วยเสริมศักยภาพการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย
คาร์นิทีน (Carnetine)
เป็นกลุ่มวิตามิน ที่คนขายกล่าวอ้างว่า เมื่อรับประทานพร้อมกับการออกกำลังกาย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการเผาผลาญอาหารให้ดีขึ้น
ข้อควรระวัง คาร์นิทีน เป็นสารกึ่งวิตามินที่ร่างกายสร้างได้เอง ไม่จำเป็นต้องไป พึ่งพิงจากภายนอก เพราะเท่าที่วางขายอยู่ จัดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแพงมาก ไม่คุ้ม ประโยชน์

โครเมียม (Chromium)
โฆษณาว่า จำเป็นต่อการเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงาน ทำให้ไม่เหลือน้ำตาลไป เปลี่ยนเป็นไขมันสะสม
เป็นกลุ่มธาตุอาหารที่ร่างกายต้องการ แต่เป็นความต้องการในปริมาณน้อยมาก (ประมาณ 130 ไมโครกรัม/วัน) การรับประทานอาหารปกติไม่ทำให้ขาดสารโครเมียมนี้ ในทางกลับกันถ้ารับเข้าไปตรง ๆ มากเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะผิดปกติได้

ชาเขียว (Green Tea) โฆษณาว่า ช่วยสร้างสมดุลของพลังงานที่ร่างกายต้องการเพื่อลดไขมันส่วนเกิน เร่งอัตราการเผาผลาญพลังงานให้สูงขึ้น ข้อสังเกต ไม่เคยมีงานวิจัยที่จะยืนยันผลการออกฤทธิ์อย่างที่โฆษณา

(3) กลุ่มที่เป็นอาหารพลังงานต่ำ อาหารเหลวโปรตีนและไขมันต่ำ
โฆษณาว่า เป็นผลิตภัณฑ์ผสมผสานสารอาหารจำนวนมาก มีกรดอะมิโนที่ร่างกาย ต้องการครบถ้วนแต่ให้พลังงานต่ำ
ข้อควรระวัง การจัดสูตรอาหารที่ไม่เหมาะสม ทำให้ร่างกายผู้รับเกิดปัญหาเรื่อง ความไม่สมดุลของสารอาหารได้ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้รับประทาน ตลอดจนราคา แพงไม่คุ้มประโยชน์ อีกอย่างไม่อร่อยกินได้ไม่นานก็เบื่อและไม่เกิดประโยชน์ต่อการลด น้ำหนัก
อาหารพลังงานต่ำ รูปแบบของผลิตภัณฑ์ มีทั้งแบบเป็นเม็ด และผงชงน้ำดื่ม อ้างว่าให้พลังงานต่ำ ซึ่งก็จริงเพราะให้พลังงานระหว่าง 400 - 1,000 กิโลแคลอรี่

ปกติร่างกายคนเรา ต้องการพลังงานในแต่ละวัน ประมาณ 1,500 - 2,500 กิโลแคลอรี่ ทำให้เวลาที่กินอาหารชนิดนี้ร่างกายจะรู้สึกโหย ถ้าไม่อดทนพอไม่นานก็เบื่อ เพราะไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่ชวนกิน ผู้ผลิตบางรายไม่มีความรู้ทางโภชนาการ แต่ก็ผลิต สินค้าออกมาขาย ซึ่งอาจมีวัตถุดิบเพียงแค่ เผือกบด แล้วนำมาอัดเม็ดขายในราคาแพง

การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี หลักการคือ ต้องปรับพฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกาย อย่างถาวร การใช้ ผลิตภัณฑ์เสริมไม่อาจช่วยให้บรรลุผลได้อย่างยั่งยืน

1.กินอาหารปกติให้ครบทุกมื้อ แต่ลดปริมาณลง
2.พยายามกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ แต่ลดอาหารไขมันลงให้เหลือแต่น้อย
3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เคลื่อนไหวร่างกายอย่างถูกต้อง การออกกำลังที่ดีต้อง ทำให้ติดต่อกันนานอย่างน้อย 20 นาที/ครั้ง/วัน
4.ถ้าน้ำหนักมากเกินไป อาจต้องพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่ถูกต้อง (ควรเลือก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่แพทย์ที่อ้างแต่จะขายยาลดน้ำหนัก )

กลับ
สมุนไพรลดความอ้วน

ความเชื่อกับสารสกัดธรรมชาติ หรือสมุนไพรลดน้ำหนัก

วิธีการควบคุมน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหาร อย่างไรก็ตาม มีผู้คนอีกมากมายพยายาม ใช้สารสกัดธรรมชาติหรือสมุนไพร เพื่อเป็นทางลัดในการลดน้ำหนัก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า สารสกัดธรรมชาติและสมุนไพรเกือบทั้งหมด ยังไม่มีผลการวิจัยที่รับรองถึงประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก และความปลอดภัยในระยะยาว
บทความนี้จะกล่าวโดยสรุปถึงสมมุติฐานที่มาของการใช้สารสกัดและสมุนไพรเหล่านี้

คำแนะนำ
วิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้อง ควรเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหารมากกว่า การหวังใช้วิธีลัด
คลิกที่นี่เพื่อดูวิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง
เอกสารอ้างอิง Allison D.B. et al. Alternative treatments for weight loss: a critical review. Crit Rev Food Sci Nutr 2001; 41:1-28

สารประเภทกากใยพืช สมมุติฐานการใช้
เซลลูโลส
กลูโคแมนแนน(Glucomannan)
สารสกัดจากหัวบุก
กัม(Gum)
ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยและดูดซีมสารอาหารประเภทกากใยจากพืช ดังนั้นหากบริโภคสารกากใยเหล่านี้ในปริมาณมากพอ น่าจะช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และช่วยขัดขวางการดูดซึมน้ำตาลให้ช้าลง
สารประเภทเปลือกปูและเปลือกกุ้ง สมมุติฐานการใช้
ไคโตซาน (Chitosan) สารไคโตซานสามารถดูดจับไขมันได้ ดังนั้นหากบริโภคสารนี้ในปริมาณที่มากพอ น่าจะช่วยขัดขวางการดูดซึมไขมันให้ช้าลง
สารสกัดจากส้มแขก สมมุติฐานการใช้
กรดการ์ซิตริก
(Gacitric Acid)
กรดการ์ซิตริก อาจมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ภายในร่างกาย น่าจะช่วยขัดขวางการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นไขมัน
สมุนไพรมาฮวง (Ephedra sinica) สมมุติฐานการใช้

อีฟีดรา อัลคาลอยด์
(Ephedra Alkaloids)
สารเอฟิดริน มีฤทธิ์กระตุ้นอวัยวะภายในร่างกายให้ทำงานหนักขึ้น ทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในอัตรามากกว่าปกติ
หมายเหตุ: สมุนไพรมาฮวง มีส่วนผสมของ สารเอฟิดริน (Ephedrine) ซึ่ง ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่อการลดน้ำหนัก เนื่องจาก อาจทำให้ความดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นผิดจังหวะ
กลับ
เซลลูไลท์ (Cellulite)

เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีเป็นต้นไป และทำให้เกิดความกังวลด้านความสวยงามไม่แพ้โรคอ้วน เซลลูไลท์ คือ ก้อนไขมันใต้ผิวหนังที่ทำให้ผิวหนังแลดูตะปุ่มตะป่ำเหมือนเปลือกผิวมะกรูด เชื่อว่าเกิดจากการที่ไขมันเคลื่อนตัวสูงขึ้นมาอยู่ในชั้นของผิวหนัง หรือเกิดจากการที่มีการไหลเวียนของระบบเลือดในบริเวณนั้นลดลง การคั่งของน้ำเหลือง และฮอร์โมนที่ไม่สมดุลย์ เหตุผลที่ไขมันส่วนนี้ดูเป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำ เพราะไขมันใต้ผิวหนังบางครั้งมีจำนวนมากจนกลายเป็นก้อนไขมัน ซึ่งแต่ละก้อนจะมีเปลือกเหนียวๆ หุ้ม ทำให้แลดูภายนอกเห็นเป็นลอนๆ ของก้อนไขมัน บริเวณที่มีการสะสมของเซลลูไลท์มากก็คือ บริเวณต้นขา ต้นแขน หน้าท้อง รอบเอว และสะโพก เราสามารถตรวจสอบเซลลูไลท์ด้วยตัวเองโดยใช้วิธีง่ายๆ คือหงายท้องแขนแล้วใช้มืออีกข้างบิดแขน ถ้าพบกับผิวหนังที่มีลักษณะขรุขระเป็นก้อนคล้ายผิวส้ม นั่นคือเซลลูไลท์ ซึ่งจะไม่เรียบเนียนเหมือนไขมันทั่วไป

เซลลูไลท์ จัดแบ่งตามลักษณะทางคลินิก ได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. Hard Cellulite : พบได้บ่อยในผู้หญิงที่อายุน้อย ( 20-40 ปี) และมีการออกกำลังกายเป็นประจำ ลักษณะจะเป็นก้อนแข็งเมื่อบีบตามร่างกาย จะเป็นก้อนๆ เล็กๆ พบได้บ่อยบริเวณตะโพก บั้นท้าย
2. Flaccid Cellulite : พบได้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ลักษณะจะเป็นก้อนไขมันนุ่มๆ มีการหย่อนคล้อย กล้ามเนื้ออ่อนเหลว พบได้บ่อยบริเวณ ท้องแขน คาง รอบเอว หน้าท้อง
3. Edematous Cellulite : มักจะพบจากการไหลเวียนของโลหิตไม่ดี การคั่งของน้ำเหลือง ทำให้ลักษณะเหมือนการบวมน้ำกดบุ๋ม พบได้บ่อยที่ต้นขา ตะโพก จะพบว่าผิวหนังมักจะดูบอบบางเห็นเส้นเลือด บวมๆ
4. Mixed Cellulite: มักจะพบได้บ่อยที่สุด ซึ่งในคนๆ เดียว อาจจะพบ Cellulite ทั้งแบบ 1-3 ได้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

แนวทางการป้องกันและรักษา Cellulite


1. ควบคุมอาหาร และป้องกันมิให้อ้วนเพิ่มขึ้น : จะช่วยป้องกันการสะสมของไขมันเพิ่มขึ้น เลือกรับประทานอาหารที่ต้านเซลลูไลท์ เช่น พืชผักผลไม้ให้มากขึ้น เพราะวิตามินอีและซีจะช่วยให้ผิวหนังกระชับขึ้น และอาหารกลุ่มที่มีกรดไขมัน ถั่ว น้ำมันปลา เมล็ดพืช จะช่วยการไหลเวียนของโลหิตให้มากขึ้น นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงกลุ่มอาหารคาร์โบไฮเดรต ไขมันสูง ของหวาน อาหารรสเค็ม ไขมันสัตว์ กาแฟ แอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้ยากที่จะขจัดออกจากร่างกาย
2. การออกกำลังกาย : พบว่าการออกกำลังกายอาจทำให้ผิวที่ตะปุ่มตะป่ำดูดีขึ้น เพราะการออกกำลังกายทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันเป็นพลังงานทำให้ก้อนไขมันมีขนาดเล็กลง นอกจากนั้น การออกกำลังกายยังทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดโตขึ้น ซึ่งกล้ามเนื้อที่โตขึ้นมักมีขนาดสม่ำเสมอ (ไม่เหมือนก้อนไขมันที่เวลาโตมักแลดูตะปุ่มตะป่ำ) จึงทำให้แลดูว่าผิวเรียบขึ้น
3. การนวด : โดยใช้ฝ่ามือนวดไปมาลงน้ำหนักที่ละน้อย เริ่มจากหัวไหล่เพื่อลดบริเวณแขน ส่วนบริเวณหน้าท้อง ก็ใช้ฝ่ามือทั้งสองนวดสลับกันจากหน้าท้องถึง หน้าอก บริเวณสะโพกนั้นลูบขึ้นในลักษณะเดียวกัน และบริเวณเรียวขา เริ่มตั้งแต่ข้อเท้าไล่ขึ้นมาจนถึงบริเวณขาอ่อน นวดให้ทั่วทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเรียวขา ซึ่งอาจจะใช้ควบคู่กับครีมลดไขมันเฉพาะส่วน หรือใช้เครื่องนวดที่จะไปกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและทำให้เซลลูไลท์แตกตัว
4. Mesotherapy : การฉีดตัวยาหรือสารอาหารสู่ชั้นไขมันด้วยเข็มดิจิตอลขนาดเล็กมาก ทำให้กระบวนการเกิดไขมันถูกขัดขวางไม่สะสม ทำให้เกิดการสลายไขมัน ทำให้เซลล์ไขมันจะมีลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไป และเป็นการกระตุ้นให้เซลลูไลท์ หรือไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ถูกขับออกมา วิธีการนี้ปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมทั้งในแถบยุโรปและเอเซีย มีการพัฒนาตัวยาฉีดหลากหลายสูตร สำหรับเซลลูไลท์แต่ละประเภท เป็นวิธีที่เห็นผลค่อนข้างเร็วเหมาะสำหรับสาวใจร้อน อยากเพรียวกระชับ ในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉลี่ยพบว่าสามารถลดเซลลูไลท์ หรือไขมันส่วนเกินที่พุง ได้มากกว่า 1/4 นิ้ว ต่ออาทิตย์ วิธีนี้ไม่ใช่การศัลยกรรมจึงไม่เจ็บปวด อาจมีจุดแดง อาการคัน เกิดขึ้นหลังจากการทำในวันที่ 1-3 แต่ควรทำซ้ำต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงต้นของการรักษา เพื่อผลการรักษาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนอาหารเสริมใดๆ ที่อ้างว่าสามารถรักษาเซลลูไลต์ได้ผลนั้น ยังไม่มีข้อพิสูจน์ด้วยหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ว่าจริงดังกล่าวอ้าง แม้แต่การใช้สายพาน เขย่าสั่นก้นและต้นขา ก็ไม่ลดก้อนไขมันนี้ เพราะไม่เกิดการเผาผลาญไขมันได้จริง ถ้าในความเห็นของผู้เขียนคิดว่า วิธีการรักษาก้อนไขมันเซลลูไลต์ที่ได้ผลดีและสิ้นเปลืองน้อยที่สุด คือ การควบคุมอาหาร ลดน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นอันดับแรกก่อน ถ้าได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงค่อยทำการด้วยวิธีอื่นๆ เพราะ เซลลูไลท์ต้องใช้เวลาในการกำจัดเพราะกว่าจะสลายตัว และกลับมาสู่กระบวนการขับของเสียออกจากร่างกายได้อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยแต่จะอย่าเพิ่งถอดใจเสียก่อนที่จะสำเร็จนะครับ ไม่เช่นนั้นความพยายามตั้งแต่แรกจะเสียเปล่า

เรียบเรียงและค้นคว้าโดย นพ.จรัสพล รินทระ

กลับ